FORGOT YOUR DETAILS?

“สศช.”เตือนสติเร่งออมห่วงคนหมดหวังปลดแอก

by / / ข่าวสาร

“สศช.”เตือนสติเร่งออมห่วงคนหมดหวังปลดแอก

สศช.เผยแนวโน้มครัวเรือนไทยเสี่ยงเป็นหนี้ซ้ำซ้อน  แบกหนี้มากกว่าการออมผลพวงนโยบายประชานิยมรัฐ ห่วงคนรายได้น้อยมีปัญหาการยังชีพเมื่อเข้าสู่วัยชราภาพ ให้ติดตามสินเชื่อรถยนต์คันแรกชี้ไตรมาส 4 ปีนี้จะเห็นได้ชัดว่ามีปัญหาหรือไม่

นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดแถลงถึงผลสำรวจภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2555 พบว่า ครัวเรือนไทยเสี่ยงเป็นหนี้ซ้ำซ้อนและเป็นหนี้มากกว่าการออม โดยมีครัวเรือน 9.09 ล้านครัวเรือนหรือ 45% ของครัวเรือนทั่วประเทศไม่มีความสามารถในการออม ทั้งนี้ ในไตรมาส 4 ปี 55 ครัวเรือนมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคบุคคลมีมูลค่า 2,914,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.6% เป็นการเพิ่มขึ้นมากในสินเชื่อซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้น 33.9% ตามการเพิ่มขึ้นของยอดขายรถยนต์ ที่เพิ่มสูงขึ้น 312.9% โดยเฉพาะในโครงการรถคันแรกซึ่งทยอยส่งมอบในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 56 ส่วนจะมีการผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ คงจะเห็นได้ชัดในไตรมาส 4 ของปี 56 ขณะนี้ยังประมาณการไม่ได้

ขณะเดียวกันด้านสินเชื่อเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 29.4% จำแนกได้เป็นสินเชื่อภายใต้การกำกับคือสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน รวมถึงลีสซิ่งมียอดคงค้างรวม 251,549 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% และสินเชื่อบัตรเครดิต มียอดคงค้าง 261,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.3% ขณะที่การผิดนัดชำระหนี้ยังอยู่ในระดับสูง เห็นได้จากการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนของสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้น 28.1%และสินเชื่อบัตรเครดิต 3.2% นอกจากนั้นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น 20.5% มีมูลค่า 56,583 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 22.3 ของเอ็นพีแอลรวม

 

นอกจากครัวเรือนที่ก่อหนี้เพิ่มขึ้นแล้ว ครัวเรือนในไทยยังมีอัตราการออมต่ำโดยข้อมูลจากรายได้ประชาชาติปี 54 การออมครัวเรือนมีสัดส่วนเพียง 5.29% ต่อจีดีพีเท่านั้น ประเด็นสำคัญคือคนรายได้น้อยที่ถึงภาวะชราภาพจะอยู่อย่างลำบาก  แม้จะมีมาตรา 42 ใน พ.ร.บ.ประกันสังคมที่ให้แรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมที่ให้ความมั่นคงในระดับหนึ่ง  แต่เงินที่จะได้จากกองทุนประกันสังคมในส่วนชราภาพมีอัตราน้อยมากและน้อยกว่าเบี้ยยังชีพจึงไม่อาจถือว่าเป็นรายได้ จึงแนะนำให้รู้จักออมตั้งแต่ในภาวะหนุ่มสาวเพื่อให้ดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในช่วงสูงวัย

รองเลขาธิการ สศช. กล่าวด้วยว่า  ส่วนเรื่องผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ได้ส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการโดยรวมเพิ่มขึ้น 6.4% โดยสถานประกอบการขนาดใหญ่ มีต้นทุนเพิ่มขึ้น 0.6% ส่วนที่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มีต้นทุนเพิ่มขึ้น 8.9% ขณะที่ผลกระทบต่อแรงงานต่อการเลิกจ้างนั้นจากข้อมูลนิติบุคคลจดทะเบียนเลิกกิจการในปี 55 มีถึง 16,936 ราย เพิ่มขึ้น 20.3% โดยในไตรมาสที่ 4 มีการยกเลิกกิจการถึง 7,221 รายนับว่ามีจำนวนที่สูง “แม้สัญญาณเลิกจ้างยังไม่ปรากฏชัดเจน แต่ก็ควรต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมช่วยเหลือแรงงานที่อาจถูกเลิกจ้าง ทั้งการคุ้มครองผลประโยชน์ที่ควรได้รับ เช่น ค่าชดเชยการขึ้นทะเบียนเพื่อรับประโยชน์กรณีว่างงาน รวมทั้งการจัดหางานใหม่ให้ เพราะแม้รายได้จริงของแรงงานจะสูงขึ้นแต่ผลิตภาพแรงงานเพิ่มช้า  จึงมีประเด็นด้านแรงงานในปี 56 ที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบ”.

โดย : ไทยรัฐ

TOP